หลังจากที่ห่างหายไปนาน กลับมาคราวนี้เลยพาลูกรักคันใหม่สายพันธ์อิตาลี่ มาแนะนำตัวให้รู้จักขึ้นชื่อว่าอิตาลี่เมืองแห่งศิลปของโลกแล้วรถมอไซด์ที่โด่งดังสุดๆจากเมืองมักกะโรนีที่ขึ้นไปวาดลวดลายใน Moto GP และ  world superbike จะไม่เป็นงานศิลปะได้อย่างไร ทุกอย่างบนตัวรถผ่านการออกแบบมาสวยงามลงตัว ประมาณว่าเป็นหนึงในงานศิลปที่น่าสะสม ซึ่งรุ่นนี้มีพี่ชายที่หน้าตาเหมือนกันคือ Ducati 1198 และ 1098 ซึ่งให้อารมณ์ของรถแข่งเต็มรูปแบบ พอมาถึงรุ่นน้องอย่าง 848 เลยมีการตัดทอนกำลังลงมา แล้วเปลี่ยนจากคลัชแห้งมาใช้ครัชเปียกแบบรถญี่ปุ่นซึ่งมีความนิ่มนวลเหมาะกับการใช้งานบนถนนมากกว่ารุ่นพี่ กับแรงม้าที่ให้มา 134 ตัว น้ำหนักตัวรถ 168 กิโล  หารออกมาแล้วม้าตัวนึงลากน้ำหนัก 1.25 ถือว่าเป็นตัวเลขที่สวยทีเดียว

เครื่องยนต์เป็นแบบ  L twin 90 ํ

อัตราการบริโภคน้ำมันถือว่ายังพอรับได้  ตามสเปคบอกว่า 18.9 km/lit ใช้งานจริงน่าจะอยู่แถวๆ  10 กลางๆ
ทำเวลา 402 เมตร   11.1 วินาที
ท๊อปสปีด 257.8 km/h


จากที่ได้ลองขี่ได้ไม่นาน ความแรงถ้าเทียบกับนังนกดำคันก่อนยังห่างไกลกันเยอะ แต่สายพันธ์อิตาลี่คันนี้มันมีดีตรงที่ขับสนุก แรงบิดมาในรอบต่ำ เปิดคันเร่งเป็นพุ่ง ต้องระวังเวลาเปิดคันเร่ง อย่าไปกระแทกแรง
ไม่งั้นหน้าหงายเอาง่ายๆ

ข้อเสียอย่างเดียวที่เจอตอนนี้คือ "ร้อนไข่ชิบหาย" ห้ามใส่กางเกงขาสั้นหรือกางเกงผ้าเด็ดขาดไม่งั้นหน้าขาสุกแน่

...ขับขี่ปลอดภัยเปิดไฟใส่หมวกด้วยนะครับ...

   หลังจากที่ไม่ได้ออกทริปซะนาน เนื่องจากไม่มีเวลาว่างที่ตรงกันทำให้หลายๆทริปที่นัดกันแล้วต้องล่มไป ครั้งนี้จึงชวนกันไปนอนแพกินปลาเขื่อนที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ชื่อแพปู่ย่าตายายหรือที่รู้จักกันในชื่อแพลุงหรั่ง นัดหมายกับพี่อ้วนไว้ที่ปั๊มน้ำมันสาย 2 เกือบๆ10 โมงจึงมาพร้อม แล้วจึงเริ่มออกเดินทาง

 

 

ไปกันเรื่อยๆไม่รีบร้อน 2 คัน 2 คน ในช่วงเช้า เดี๋ยวตอนบ่ายตามมาอีก 3 คัน

 

 เผลอแปปเดียวก็มาถึงแพขนานยนต์เพื่อข้ามฟากไปอีกฝั่ง ค่าบริการสำหรับแมงกะไซค์คันละ 10 บาท แต่สำหรับท่านที่อยากเล่นโค้งวิ่งอ้อมไปเลยครับ 28 กิโล ก็จะไปถึงที่เดียวกัน   

 

ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ถึงฝั่งอำเภอศรีสวัสดิ์ พอขึ้นจากแพเราก็จะเจอแพลุงหรั่งอยู่ซ้ายมือ

 

พอถึงแพเราก็สั่งชุดใหญ่มาลุยเลยครับ เพราะทั้งหิว ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย

ฟิชฟริงเกอร์ อาหารสไตร์ฝรั่งแต่ความอร่อยแบบไทยๆทำจากเนื้อปลาชะโด ชิ้นโตๆเต็มคำ กรอบนอกนุ่มใน เมนูนี้แนะนำว่าถ้าผ่านไปห้ามพลาด

 

 

ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ตัวขนาดกำลังกินไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปทอดจนกรอบทานได้เกือบทั้งตัว หอมไปด้วยกระเทียม

 

 

ผัดผักหวานสดๆ สั่งมาทานแก้เลี่ยนจากเนื้อปลา

 

 

ต้มยำปลาคัง เนื้อแน่นๆทานเข้าไปแล้วรู้สึกนุ่มลิ้น ใช้เนื้อปลาสดๆมาทำ รสชาดอร่อยยิ่งนักซดแล้วโล่งมาก yociexpress01

 

 

เมนูสุดท้ายจำชื่อไม่ได้ ปลาตัวใหญ่มากทอดกรอบๆเนื้อนุ่มๆ ทานแกล้มกับเบียร์ดาวแดงแก้กระหายดับร้อน

 

 

 

ทานอิ่มแล้วก็นอนหลับไปอีกหนึ่งตื่น ทัพหลังจึงตามมาสมทบ

 

 

 

มาถึงก็สั่งชุดใหญ่มาทานอีกรอบ

พร้อมพระอาทิตย์ตกสวยๆ

 

 

 

ไอ้พวกนี้แหละครับที่มันจุดไฟป่า ผมเห็นมันว่ายไปจุด  yociexp41

 

นอนพักกันที่แพคิดค่าหัวคนละ 100 บาท มีที่นอน หมอน ผ้าห่มให้

เช้าก็สั่งอาหารมาทาน แล้วก็ข้ามแพกลับ

ขากลับแวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่เขื่อนศรีนครินทร์ แล้วก็ยิงยาวเข้ากรุงเทพ

 

 

เจอกันทริปหน้าครับ    yociexp47

ทำงานริมทะเลพัทยา

posted on 09 Jul 2009 15:38 by artmototrip

     หลังจากที่น้องในแผนกลาออกไปเรียนต่อ หน้าที่หลักของน้องก็ตกเป็นของผมโดยปริยาย ทำให้งานนี้ต้องออกไปต่างจังหวัดเองหลังจากที่วางมือจากงานต่างจังหวัดมาเกือบจะสองปี (จริงๆถูกจับดองไว้ในออฟฟิศเพราะงานเยอะมาก) วันนี้ฤกษ์งามยามดีได้ออกไปใช้แรงงานนอกสถานที่อย่างที่คนอื่นเค้าทำกันบ้าง จุดหมายปลายทางอยู่ที่ โรงแรมกาเด้น ซีวิว รีสอร์ท พัทยา

 

 

     จากกรุงเทพฯไปพัทยาใกล้มาก ออกมอเตอร์เวย์แปปเดียว.....ตดยังไม่ทันหายเหม็นก็ถึงแล้ว

 

     ที่แรกที่เราไปแวะทานอาหารกลางวันกัน ชื่อร้านมุมอร่อย บรรยากาศดี วิวสวย อาหารรสชาติใช้ได้

 

     วิวจากร้านอาหารมองเห็นปราสาทไม้สัจธรรมอยู่ไกลลิบๆ โรงแรมที่เราจะไปพักก็อยู่แถวนั้นแหละ

 

      เป็นร้านที่อยู่ริมทะเลจริงๆ ไม่มีอะไรมากั้นเลย สามารถเดินลงไปบนชายหาดได้ ถ้ากล้านะ

 

     ตอนช่วงที่เราไปเป็นช่วงน้ำทะเลลดพอดี ทำให้เห็นเลนสีดำๆ ทอดตัวยาวลงไปในทะเลไกลมาก

 

     หลังจากทานข้าวเสร็จก็ไปเช็คอินที่โรงแรม แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเรื่อยๆ ช่วงเวลาที่ว่างจากการทำงานก็มาถ่ายรูปเล่นที่ชายหาดของโรงแรมซึ่งอยู่ใกล้ๆปราสาทสัจธรรม น้ำทะเลสีขุ่นไปนิดนึงทำให้ไม่น่าเล่น

 

    ส่วนที่ติดกับชายหาดมีสระว่ายน้ำด้วย น่าเล่นกว่าในทะเลเยอะ แถมมีสาวๆต่างชาตินุ่งทูพีช วันพีช ให้ดูด้วย คิดเอาเองละกันว่าผมจะเล่นที่สระหรือทะเล

 

     วิวบริเวณชายหาดรอบๆก็สวยดี

 

     เดินเล่นเรื่อยเปื่อย หลังจากที่เหนื่อยกับงานมาทั้งวัน

 

     ต้องทำงานที่นี่ สองสามวัน กับบรรยากาศแบบนี้ก็สบายใจดีถือซะว่ามาเที่ยว

 

      นานๆออกมาทำงานข้างนอกแบบนี้ทีก็สนุกดีเหมือนกัน แต่ถ้าบ่อยๆคงไม่ไหว

 --- เหนื่อยชิบหาย......

 

 

     เพื่อนมันชวนไปเที่ยวหลังจากที่เบี้ยวมันไว้ครั้งก่อน วันก่อนไปดิ่มเหล้ากะมันพอเมาดันเสือกรับปากมันไว้เพื่อไม่ให้โดนเย้ยหยันอีกครั้งจึงต้องไปแรดกะมันบ้าง ซึงตอนไปก็ไม่รู้เลยว่าไปที่ไหนมันบอกว่าสัตหีบแค่นั้น ส่วนเรื่องที่พักและรายการท่องเที่ยวต่างๆ แฟนมันเป็นคนจัดการ แต่ก็ดีเหมือนกันเรามีหน้าที่แค่ นอน กิน เทียว จ่ายตัง

 

     วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 3 จนถึงสัตหีบแล้วก็วิ่งไปตามป้ายบอกทางไป อ.แสมสาร ตอนที่ไปนี่ข่าวเรื่องตู้คอนเทรนเนอร์กำลังดังเลย นักท่องเที่ยวที่ไปก็พูดกันแต่เรื่องนี้

 

จุดหมายแรกของเราอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองทัพเรือ ซึ่งต้องเสียค่าเรือ 200 บาทเพื่อพาไปที่เกาะขาม ที่ๆเราจะไปดำน้ำดูปลากัน

 

 ตรงปลายสะพานนี้แหละที่เราต้องไปลงเรือเพื่อข้ามไปเกาะ

 ลืมบอกไปว่าที่เกาะไม่มีของขายนะ อยากกินอะไรต้องซื้อจากที่นี่แล้วหิ้วไปเอง แต่จริงๆแล้วบนเกาะก็มีของขายนะแต่มีอยู่ไม่กี่ร้าน แถมคนยังเยอะอีกต่างหาก

ซื้อจากบนฝั่งไปจะดีกว่า

............

 

บนเกาะอื่นๆที่เรือแล่นผ่านก็มีกิจกรรมหลายอย่าง ในส่วนนี้ตอนซื้อบัตรต้องบอกเค้าด้วยว่าจะไปไหน เพราะแต่ละเกาะมีกิจกรรมไม่เหมือนกัน

 

ใช้เวลาประมาณ30 นาทีก็ถึงเกาะขาม

พอเท้าสัมผัสพื้นทรายเท่านั้นแหละ ถามตัวเองทันทีเลยว่ากูมาทำไม??

 

สาเหตุน่ะหรอ

 

 

แม่งโคตรร้อนเลย แถมคนก็โคตรเยอะ ตามโคนนต้นไม้ริมหาดก็มีคนจับจองกันหมด ต้องเข้าไปลึกแถวๆตีนเขาน่ะถึงจะมีที่ว่าง

 

นอนเล่นกันอยู่พักใหญ่ กะว่าให้แดดมันร่มจะได้ไปดำน้ำดูมั่ง มันก็ไม่ร่มซักที

 

แต่ช่างมันรุ่นนี้ไม่กลัวดำอยู่แล้ว แต่กว่าจะได้ลงคนอื่นเค้าก็ขึ้นกันหมดแล้ว

ส่วนสน๊อกเกิ้ลกับชูชีพมีให้ยืมฟรีโดยเอาบัตรประชาชนไปเป็นตัวประกัน เล่นเสร็จแล้วก็เอามาคืน

 

ลำนี้เป็นเรือก่อนเที่ยวสุดท้าย ถ้าหมดเที่ยวสุดท้ายแล้วใครยังอยู่บนเกาะก็ซวยละครับเพราะไม่มีใครอยู่แล้วทุกคนจะกลับขึ้นฝั่งหมด ทหารก็กลับหมด

 

อ่อแต่จำได้ว่ามีหมาตัวนึงต้องเฝ้าเกาะ น่าสงสารจริงๆเป็นหมาแก่ๆตาไม่ดีด้วย

 

ทะเลที่นี่น้ำใสดี

 

ใสจนเป็นสีเขียวเลย แถมปลาก็เยอะดี

 

กลับขึ้นฝั่งมาก็เชคอินเข้าที่พัก แล้วก็ต้องออกไปซื้ออาหารทะเลเอามาไว้เป็นกลับแกล้มคืนนี้

 

แม่ค้าที่ตลาดนี้ใจดี เพื่อนผมมันต่อแหลกรานเลย แต่แนะนำว่าถ้าใครไปทะเลควรมีลังโฟมติดท้ายรถไปด้วย เพราะถ้าไปซื้อที่นั่นแพงมาก เราเองก็ไม่ได้เตรียมไปแล้วก็ไม่อยากซื้อด้วย เราจึงตีสนิทแม่ค้าแล้วก็ขอยืมลังโฟมไปใช้บอกเค้าว่าเดี๋ยวตอนกลับจะแวะมาคืน เค้าก็ใจดีให้เรายืม

 

บรรยากาศริมทะเลกับเพื่อนๆที่เราไม่ได้เจอกันมานานมันช่างสุขใจดีแท้

 

คืนนั้นเมาเต็มที่เลย

หลับเป็นตาย

 

 สายๆหน่อยเราก็กลับบ้านกัน แต่เพื่อนเราดิมันเสือกเป็นคนนอนยากทั้งๆที่มันเมา แต่มันก็ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน มันบอกว่ามันนอนต่างที่ไม่ได้.....เออเจริญล่ะ

 

เส้นทาง ชลบุรี-บาลนา ฝนตกแรงมากแต่พอกลับถึงบ้านไม่มีฝนเลยร้อนชิบ.

กาลครั้งหนึ่งเขาค้อ

posted on 29 May 2009 14:29 by artmototrip

     รูปชุดนี้ดองไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาบังเอิญมาเปิดเจอรูปที่เก็บไว้เลยได้เวลาเอามาลงซะที นานจนจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในทริปนี้ แต่ที่แน่ๆจำได้ขึ้นใจเลยก็คือเช้าวันที่จะเดินทางไปที่จุดนัดพบเกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างที่ไม่คาดฝันกับเส้นทางที่เ