ทำงานริมทะเลพัทยา

posted on 09 Jul 2009 15:38 by artmototrip

     หลังจากที่น้องในแผนกลาออกไปเรียนต่อ หน้าที่หลักของน้องก็ตกเป็นของผมโดยปริยาย ทำให้งานนี้ต้องออกไปต่างจังหวัดเองหลังจากที่วางมือจากงานต่างจังหวัดมาเกือบจะสองปี (จริงๆถูกจับดองไว้ในออฟฟิศเพราะงานเยอะมาก) วันนี้ฤกษ์งามยามดีได้ออกไปใช้แรงงานนอกสถานที่อย่างที่คนอื่นเค้าทำกันบ้าง จุดหมายปลายทางอยู่ที่ โรงแรมกาเด้น ซีวิว รีสอร์ท พัทยา

 

 

     จากกรุงเทพฯไปพัทยาใกล้มาก ออกมอเตอร์เวย์แปปเดียว.....ตดยังไม่ทันหายเหม็นก็ถึงแล้ว

 

     ที่แรกที่เราไปแวะทานอาหารกลางวันกัน ชื่อร้านมุมอร่อย บรรยากาศดี วิวสวย อาหารรสชาติใช้ได้

 

     วิวจากร้านอาหารมองเห็นปราสาทไม้สัจธรรมอยู่ไกลลิบๆ โรงแรมที่เราจะไปพักก็อยู่แถวนั้นแหละ

 

      เป็นร้านที่อยู่ริมทะเลจริงๆ ไม่มีอะไรมากั้นเลย สามารถเดินลงไปบนชายหาดได้ ถ้ากล้านะ

 

     ตอนช่วงที่เราไปเป็นช่วงน้ำทะเลลดพอดี ทำให้เห็นเลนสีดำๆ ทอดตัวยาวลงไปในทะเลไกลมาก

 

     หลังจากทานข้าวเสร็จก็ไปเช็คอินที่โรงแรม แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเรื่อยๆ ช่วงเวลาที่ว่างจากการทำงานก็มาถ่ายรูปเล่นที่ชายหาดของโรงแรมซึ่งอยู่ใกล้ๆปราสาทสัจธรรม น้ำทะเลสีขุ่นไปนิดนึงทำให้ไม่น่าเล่น

 

    ส่วนที่ติดกับชายหาดมีสระว่ายน้ำด้วย น่าเล่นกว่าในทะเลเยอะ แถมมีสาวๆต่างชาตินุ่งทูพีช วันพีช ให้ดูด้วย คิดเอาเองละกันว่าผมจะเล่นที่สระหรือทะเล

 

     วิวบริเวณชายหาดรอบๆก็สวยดี

 

     เดินเล่นเรื่อยเปื่อย หลังจากที่เหนื่อยกับงานมาทั้งวัน

 

     ต้องทำงานที่นี่ สองสามวัน กับบรรยากาศแบบนี้ก็สบายใจดีถือซะว่ามาเที่ยว

 

      นานๆออกมาทำงานข้างนอกแบบนี้ทีก็สนุกดีเหมือนกัน แต่ถ้าบ่อยๆคงไม่ไหว

 --- เหนื่อยชิบหาย......

 

 

     เพื่อนมันชวนไปเที่ยวหลังจากที่เบี้ยวมันไว้ครั้งก่อน วันก่อนไปดิ่มเหล้ากะมันพอเมาดันเสือกรับปากมันไว้เพื่อไม่ให้โดนเย้ยหยันอีกครั้งจึงต้องไปแรดกะมันบ้าง ซึงตอนไปก็ไม่รู้เลยว่าไปที่ไหนมันบอกว่าสัตหีบแค่นั้น ส่วนเรื่องที่พักและรายการท่องเที่ยวต่างๆ แฟนมันเป็นคนจัดการ แต่ก็ดีเหมือนกันเรามีหน้าที่แค่ นอน กิน เทียว จ่ายตัง

 

     วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 3 จนถึงสัตหีบแล้วก็วิ่งไปตามป้ายบอกทางไป อ.แสมสาร ตอนที่ไปนี่ข่าวเรื่องตู้คอนเทรนเนอร์กำลังดังเลย นักท่องเที่ยวที่ไปก็พูดกันแต่เรื่องนี้

 

จุดหมายแรกของเราอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองทัพเรือ ซึ่งต้องเสียค่าเรือ 200 บาทเพื่อพาไปที่เกาะขาม ที่ๆเราจะไปดำน้ำดูปลากัน

 

 ตรงปลายสะพานนี้แหละที่เราต้องไปลงเรือเพื่อข้ามไปเกาะ

 ลืมบอกไปว่าที่เกาะไม่มีของขายนะ อยากกินอะไรต้องซื้อจากที่นี่แล้วหิ้วไปเอง แต่จริงๆแล้วบนเกาะก็มีของขายนะแต่มีอยู่ไม่กี่ร้าน แถมคนยังเยอะอีกต่างหาก

ซื้อจากบนฝั่งไปจะดีกว่า

............

 

บนเกาะอื่นๆที่เรือแล่นผ่านก็มีกิจกรรมหลายอย่าง ในส่วนนี้ตอนซื้อบัตรต้องบอกเค้าด้วยว่าจะไปไหน เพราะแต่ละเกาะมีกิจกรรมไม่เหมือนกัน

 

ใช้เวลาประมาณ30 นาทีก็ถึงเกาะขาม

พอเท้าสัมผัสพื้นทรายเท่านั้นแหละ ถามตัวเองทันทีเลยว่ากูมาทำไม??

 

สาเหตุน่ะหรอ

 

 

แม่งโคตรร้อนเลย แถมคนก็โคตรเยอะ ตามโคนนต้นไม้ริมหาดก็มีคนจับจองกันหมด ต้องเข้าไปลึกแถวๆตีนเขาน่ะถึงจะมีที่ว่าง

 

นอนเล่นกันอยู่พักใหญ่ กะว่าให้แดดมันร่มจะได้ไปดำน้ำดูมั่ง มันก็ไม่ร่มซักที

 

แต่ช่างมันรุ่นนี้ไม่กลัวดำอยู่แล้ว แต่กว่าจะได้ลงคนอื่นเค้าก็ขึ้นกันหมดแล้ว

ส่วนสน๊อกเกิ้ลกับชูชีพมีให้ยืมฟรีโดยเอาบัตรประชาชนไปเป็นตัวประกัน เล่นเสร็จแล้วก็เอามาคืน

 

ลำนี้เป็นเรือก่อนเที่ยวสุดท้าย ถ้าหมดเที่ยวสุดท้ายแล้วใครยังอยู่บนเกาะก็ซวยละครับเพราะไม่มีใครอยู่แล้วทุกคนจะกลับขึ้นฝั่งหมด ทหารก็กลับหมด

 

อ่อแต่จำได้ว่ามีหมาตัวนึงต้องเฝ้าเกาะ น่าสงสารจริงๆเป็นหมาแก่ๆตาไม่ดีด้วย

 

ทะเลที่นี่น้ำใสดี

 

ใสจนเป็นสีเขียวเลย แถมปลาก็เยอะดี

 

กลับขึ้นฝั่งมาก็เชคอินเข้าที่พัก แล้วก็ต้องออกไปซื้ออาหารทะเลเอามาไว้เป็นกลับแกล้มคืนนี้

 

แม่ค้าที่ตลาดนี้ใจดี เพื่อนผมมันต่อแหลกรานเลย แต่แนะนำว่าถ้าใครไปทะเลควรมีลังโฟมติดท้ายรถไปด้วย เพราะถ้าไปซื้อที่นั่นแพงมาก เราเองก็ไม่ได้เตรียมไปแล้วก็ไม่อยากซื้อด้วย เราจึงตีสนิทแม่ค้าแล้วก็ขอยืมลังโฟมไปใช้บอกเค้าว่าเดี๋ยวตอนกลับจะแวะมาคืน เค้าก็ใจดีให้เรายืม

 

บรรยากาศริมทะเลกับเพื่อนๆที่เราไม่ได้เจอกันมานานมันช่างสุขใจดีแท้

 

คืนนั้นเมาเต็มที่เลย

หลับเป็นตาย

 

 สายๆหน่อยเราก็กลับบ้านกัน แต่เพื่อนเราดิมันเสือกเป็นคนนอนยากทั้งๆที่มันเมา แต่มันก็ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน มันบอกว่ามันนอนต่างที่ไม่ได้.....เออเจริญล่ะ

 

เส้นทาง ชลบุรี-บาลนา ฝนตกแรงมากแต่พอกลับถึงบ้านไม่มีฝนเลยร้อนชิบ.

กาลครั้งหนึ่งเขาค้อ

posted on 29 May 2009 14:29 by artmototrip

     รูปชุดนี้ดองไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาบังเอิญมาเปิดเจอรูปที่เก็บไว้เลยได้เวลาเอามาลงซะที นานจนจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในทริปนี้ แต่ที่แน่ๆจำได้ขึ้นใจเลยก็คือเช้าวันที่จะเดินทางไปที่จุดนัดพบเกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างที่ไม่คาดฝันกับเส้นทางที่เราเคยขี่มันผ่านทุกวันทางโค้งเดิมๆ เหมือนๆที่เคยผ่านแต่มีรถมอไซค์จอดอยู่ข้างทาง 2-3 คัน แล้วมีคน 4-5 คนยืนอยู่เราก็ไม่ได้เอะใจอะไรขี่มาเรื่อยๆ พอถึงตรงกลางโค้งเท่านั้นแหละ รถเสียการควบคุมซะงั้น

อีชิบหาย.....เอาไม่อยู่แน่..........โครมมม................

      ภาษานักบิดเค้าเรียกว่าอาการชกมวย เรากก็พยามฝืนเต็มที่แต่ก็ไม่รอด....ล้มจนได้ มือยังจับแฮนด์ ตัวไม่หลุดจากรถ ขาไม่ถูกทับ รถไถลไปกับพื้น เห็นไฟแลบจากท่อที่ครูดถนนอยู่ใกล้ๆหน้าเรา พอเราลุกขึ้นมาได้ก็มีคนที่ยืนอยู่แถวนั้นมาช่วยยกรถเข็นเข้าข้างถนน.......

     ถามต้นสายปลายเหตุได้ความว่าเมื่อตอนเช้ามืดมีรถกระบะชนกันตรงนี้ แล้วก็มีน้ำมันไหลนองอยู่บนพื้นถนน ส่วนมอไซค์ 2-3 คันตะกี้นี้ก็ล้มเหมือนกัน ขณะที่กำลังสำรวจควมเสียหายอยู่ก็มีล้มอีกคันนึง ต่อหน้าต่อตาเลย ดูไปดูมาน้ำมันอะไรไหลวะเนี่ย....งานเข้าจนได้ แคร้งเครื่องด้านขวาแดกหลังจากที่ครูดกับพื้น แล้วแบบนี้กูจะไปเอาผิดกับใครได้เนี่ย.......

 เซง..........รีบขับกลับไปซ่อมทันที เสียเวลาไปอีกนิดหน่อยแต่ก็ยังไปเที่ยวจนได้ รูปที่ถ่ายนี่หลังจากดัดกันล้มและเปลี่ยนฝาแคร้งแล้ว

 

หลังจากที่แวะกินข้าวบ้านพี่กันที่อ่างก็ออกเดินทางกันต่อ

ตอนจอดเติมน้ำมันที่ปั๊มได้ยินเสียงเจ้าถิ่นอ่างทองตะโกนว่า

 ถ้าพี่พาหลงเดี๋ยวเติมน้ำมันให้ฟรี......

 หลังจากที่พี่แกขี่พาวนไปวนมา ก็มาจอดติดไฟแดงพี่แกหันมาถามว่า

 ไปทางไหนดี......

อ่าววววววววววว

หลังจากหลุดรอดออกมาจากสระบุรีได้ไม่นาน moto guzzi ก็งอแงซะงั้น

 

ได้เวลาอาหารกลางวันก็ถึงเพชรบูรณ์พอดี มาเพชรบูรณ์ก็ต้องนี่เลย ไก่ย่างวิเชียรบุรี อร่อยดีครับหรือว่าผมหิวก็ไม่รู้ ถ่ายมาได้อันเดียว อย่างอื่นถ่ายไม่ทัน พออาหารลงเท่านั้นแหละกินกันยังกะโจรปล้นเลย

 

 ไปกันต่อตามทางหลวงหมายเลข21 ไม่นานนักก็จะเจอป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายไปเขาค้อ เส้นทางนี้ถนนไม่ดีท่าไหร่แคบแล้วผิวถนนก็ขรุขระ ถ้าไม่ขึ้นทางนี้ให้ตรงไปแล้วไปเข้าทางแคมป์สน ซึ่งถ้าวิ่งไปทางนี้จะผ่านร้านกาแฟชื่อดัง

 

พอไปถึงบนเขาค้อเหลืออยู่แค่3คันที่เหลือพัดหลงกันไปตามข้างทางแวะถ่ายรูปกันบ้าง แวะพักบ้าง หลังจากมากันครบก็ไปเช็คอินที่พักแล้วก็ขี่รถไปกินกาแฟ พร้อมบรรยายกาศดีๆ

 

 ร้านนี้คนเยอะมาก แล้วก็ไม่อยากถ่ายรูปให้ติดคนอื่นเลยได้แบบนี้มารูปเดียว บรรยายกาศดีใช้ได้เลยทีเดียว แต่ผมกินกาแฟไม่ได้เลยไม่รู้ว่ามันอร่อยรึป่าว

 

 

 บ้านพักน่ารักดี มีโรงจอดรถให้ด้วย ด้านหลังของบ้านเป็นไร่กะหล่ำปลี

 

 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ แอร์ ตู้เย็นพร้อม

 

 ........

 

 พอมืดหน่อยก็หนาวเลย ยิ่งดึกยิ่งหนาว บรรยากาศแบบนี้น่าพาคนรู้ใจไปด้วยเป็นที่สุด

 เหอๆๆ......

แต่ยังไม่มีนี่ดิปัญหาเลย....

 

 ตอนเช้าก็ไปไหว้พระ แล้วก็ไปดูทะเลหมอก

 

มีตลาดขายของข้างๆวัด เป็นสินค้าที่ชาวบ้านแถวนั้นเอามาขายราคาไม่แพง

 

.......หลังจากไหว้พระกันแล้วก็.......................

 

มาดูทะเลหมอกกันบ้าง ......สวยดีนะ ถ้ามีโอกาสก็จะมาอีก

 

 ทีแรกที่เดินลงมาถ่ายรูปกันก็ไม่มีคนนะ ก็เลยลองทำไรแบบนี้ดู แต่หลังจากถอดเสื้อเท่านั้นแหละ .........

 

 .......

 

.....จบแบบนี้ละกันจำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีไรบ้าง......

ตอนนี้มีรูปอีกหลายทริปที่ดองไว้ เดี๋ยวทยอยเอามาลงละกัน

 

     วันนี้วันศุกร์ เป็นเช้าที่หนาวที่สุดอีกวันหนึ่งในกรุงเทพ กว่าจะมาถึงออฟฟิศต้องฝ่าดงรถติดกันพอสมควรทีเดียว หนาวก็หนาวแดดก็ร้อน จะเอายังไงกันแน่วะ แล้วก็เหมือนทุกๆวันพอถึงออฟฟิศก็เช็คเมลล์ตามปกติ แต่วันนี้มีน้องคนนึงส่งเมลล์นี้มาให้ซึ่งมันเป็นฟอร์เวิร์ดเมลล์ โดยปกติแล้วผมจะเกลียดพวกฟอร์เวิร์ดเมลล์มากไม่รู้ว่าชาติที่แล้วไปทำบาปทำกำอะไรไว้ โดยเฉพาะที่ลงท้ายด้วยการให้ส่งต่ออีก 20 คน  30 คน แล้วคุณจะโชคดี

 แม่งงงงงงง.....

 

ถ้ามันเป็นจริงเค้าก็โชคดีกันทั้งโลกแล้ว

 

 

ไอ้ปัญญาอ่อน....

 

แล้วถ้าไม่ส่งต่อมันเสือกแช่งให้กูโชคร้ายอีก  เอากะมันดิ

 

โดยปกติแล้วผมจะหมายหัวพวกที่ชอบส่งฟอร์เวิร์ดเมลล์ไร้สาระไว้เลย มันคล้ายกับทำให้เรารู้ว่าระบบความคิดคนๆนั้นเป็นอย่างไร ทั้งความน่าเชื่อถือ กระบวนการคิดที่มีต่อโลกภายนอกและอะไรอีกหลายๆอย่าง ผมขอนิยามคนพวกนี้ว่าพวก

 "หัวอ่อน"

 

     มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับฟอร์เวิร์ดเมลล์ที่ผมได้รับครั้งนี้มันต่างจากครั้งอื่นๆมาก เมื่อผมอ่านมันจนจบก็คิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น เหมือนกับที่มันมีประโยชน์กับผม ซึ่งบางข้อมันก็ทำให้ผมฉุกคิดกับตัวเองถึงสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เรื่อง “มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี”

บางส่วนจากหนังสือ“มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี” เป็นการตอบคำถาม 20 ข้อ ที่น่าสนใจมาก

 

๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

 

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

 

๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

 

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน

 

๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

 

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

 

๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

 

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

 

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

 

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

 

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

 

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

 

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

 

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

 

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเอ??ว่า เราเกิดมาจากใคร
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

 

๖. สวดมนต์บทไหนดี?
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

 

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

 

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

 

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ไม่อยากให้ข้อความดีๆแบบนี้อยู่แค่ในกล่องเมลล์ แล้ววันนึงเราก็จะลืมมันไปหวังว่ามันจะมีประโยชน์ต่อคนที่เข้ามาอ่านบ้างนะ

 

ปล.ส่วนฟอร์เวิร์ดเมลล์ที่เป็นรูปภาพ ส่งมาเถอะยังยินดีต้อนรับเหมือนเดิม อิอิ

    ทริปนี้ดองไว้นานมากแล้วด้วยสาเหตุที่ไม่มีเวลา+ขี้เกียจ เลยไม่ได้เขียนซะทีช่วงนี้มีเวลาว่างเยอะ เลยเอาซะหน่อย นานแค่ไหนจำไม่ได้แระที่ไม่ได้เขียน

 

     ครั้งนี้ที่ไปเพราะต้องการจะเอารถที่เพิ่งซ่อมเสร็จไปลองวิ่งยาวๆดู ว่าจะมีปัญหาอะไรมั้ย ก็เลยคิดว่าจะไปกันใกล้ๆไปกินข้าวกลางวันกันแล้วก็กลับ ตอนที่นัดกันก็ว่ามีแค่ไม่กี่คันแต่ที่ไหนได้ตอนถึงเวลาที่นัดหมายกันไว้ทำไมรถมันมากันเยอะจังวะ กว่าจะได้ฤกษ์ออกเดินทางก็สายมากแล้ว 10 โมงกว่า แดดกำลังร้อนเลย

 

เริ่มต้นออกเดินทางกันด้วยทางหลวงหมายเลข 35 พระราม 2-ธนบุรีปากท่อ จากนั้นไปเลี้ยงซ้ายเข้าเส้น 325 แต่ด้วยความที่มากันหลายคันทำให้แบ่งเป็นหลายกลุ่มและไม่รู้เส้นทางที่จะไปกัน เลยทำให้มี 5 คันไม่ได้เลี้ยวเข้าเส้น 325 พอเราเริ่มรู้ตัว ไอ้พวกข้างหน้าก็ซัดกันใหญ่เลย กระพริบไฟเป็นสัญญาณก็ไม่มีใครสังเกตุเห็น ทำไงได้ล่ะทีนี้ ก็ต้องกวดมันไปจนกว่าจะทันแล้วแต่ละคันตัวแรงๆกันทั้งนั้นเลย

เงยหน้ามองป้ายบอกทางอีกทีนึงก็ถึงแยกวังมะนาว โอ้วววววววววว

กรูเสือกวิ่งเลยมาตั้ง 20 โล

รีบกลับรถแล้วก็หาทางลัดเลาะไปอัมพวาโดยเร็วที่สุด

 

พวกที่ไปถึงก่อนก็ไปจอดรอกันอยู่ทึ่อุทยาน ร.2

 

"ใครรูจักเฮียคนนี้ฝากบอกด้วยนะครับว่าผมขอเบียร์ 1 ลังสำหรับเป็นค่าไถ่รูปนี้"

กว่าจะมาเจอกันได้เล่นซะร้อนเหงื่อท่วมเลย พอมาถึงตลาดอัมพวาก็เดินหาของกินกันทันทีหลังจากที่เสียพลังไปกับแดดที่วิ่งฝ่ากันมา

 

หลายคนคงเคยมากันแล้ว ผมเองจำได้ว่าเคยไปตลาดน้ำหลายที่มาก ไปซะจนจำไม่ได้ว่าที่ไหนเป็นที่ไหน ทั้งๆที่บ้านเราก็มีตลาดน้ำไม่กี่ที่

 

หลังจากเดินมาสุดทางผ่านสิ่งยั่วใจมาหลายอย่างก็มานั่งทานมื้อกลางวันกันที่ร้านนี้แต่จำชื่อร้านไม่ได้แระ เพราะดองไว้นาน บางคนหลังจากทานข้าวเสร็จก็ลงเรือไปเที่ยววัดต่างๆ บางคนก็ไปเดินชมตลาด

 

ผมเลือกเดินชมตลาดดีกว่าเพราะมันมีของให้กินต่อได้อีกเยอะ

 

และราคาก็ไม่แพง หลังจากเดินจนเบื่อก็มานั่งกินขนมที่ซื้อกันมาที่บริเวณที่จอดรถในโรงเรียนซึ่งเป็นลานกว้างอยู่ติดกับริมแม่น้ำ ร่มรื่นน่านอนดีเหมือนกัน

 

กินขนมกันจนอิ่ม พวกที่ไปล่องเรือก็มากันพอดี

 

แดดร่มลมตกได้เวลากลับบ้านกันแล้ว

 

ผ่านไปอีกหนึ่งวันสบายๆ อิ่มท้องกันไปถ้วนหน้า กับตลาดน้ำอัมพวาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก ถ้าใครว่างไม่รู้จะไปที่ไหน อยากให้ลองไปเที่ยวดูเป็นการสงเสริมวิถีชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย.

 

     ทริปนี้เกิดขึ้นจากการที่พี่ๆในกลุ่มชวนไปขี่รถเล่น ตามประสาคนบ้าขี่รถ ตอนแรกก็ว่าจะไม่ไปคิดไปคิดมาไหนก็ซื้อมันมาแล้วนี่ก็ต้องขี่ให้มันคุ้มค่าที่สุด และเหตุผลที่ซื้อก็คือเอาไว้ขี่เล่น ท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นไม่ไปก็ไม่ได้แล้ว

     ก่อนวันเดินทางก็เอารถไปทำโช๊คหน้า หลังจากปล่อยให้ซีลโช๊ครั่วมานาน เพื่อความปลอดถัยในการขับขี่เพราะว่าศรีสวัสดิ์เป็นถิ่นของโค้งมากพอสมควร ถ้าไม่เตรียมสถาพรถให้พร้อมอาจต้องมีการสละยานกลางโค้ง คืนก่อนไปก็ไปนั่งคุยกับพี่ในกลุ่มปรากฏว่ารถเราสภาพยังไม่พร้อมยางหน้าหมด สปริงขาตั้งยังไม่ได้ใส่เพราะสั่งทำใหม่ ปสริงตัวเก่ามันล้า หมดแรงดึงทำให้เซ็นเซอร์ขาตั้งทำงานแล้วเวลามันทำงานมันก็จะทำให้เครื่องดับ สรุปว่าไม่พร้อมก็จะไม่เอารถไป นั่งรถเซอร์วิสไปก็ได้เพราะกรูอยากไปอ่ะ

นัดกันหกโมงเช้าใครมาก่อนมามานั่งกินกาแฟแล้วก็โม้กันไปก่อนเพราะเวลาเดินทางคือหกโมงครึ่งล้อหมุน

หลังจากนั่งโม้จนได้เวลาแล้ว คนก็มากันครบแล้วก็ออกเดินทางสู่จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้เส้นทาง ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี เข้านครปฐมผ่านราชบุรีแล้วก็วิ่งเข้าไปกินข้าวใครตัวเมืองกาญจนบุรี หลังจากเข้านครปฐมได้ไม่นานสิ่งที่กลัวก็เกิดขึ้น เช๊ดเข้...ฝนลงเม็ดอย่างหนัก ดีนะที่กรูไม่ขี่รถมาไม่งั้นงานเข้าแน่กับสภาพยางหน้าแบบนั้นแล้วมันก็ตกต่อไปเรื่อย จนทำให้คาราวานมอไซด์ขี่ได้ช้าลง

 

ตกแบบไม่ลืมหูลืมตาเลย ตกไปจนถึงกาญจนบุรีเลย จนไปแวะกินข้าวเช้าฝนถึงได้หยุด แต่ทางข้างหน้าที่จะไปนี่โค้งทั้งนั้นเลย แล้วสภาพถนนชุ่มน้ำแบบ พูดได้คำเดียวเลย........มีเสียว

มาถึงช่วงนี้ยังมีแต่ทางตรงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะยังไม่ใช่เส้นศรีสวัสดิ์ ก็ไปกันเรื่อยๆ

ตอนนี้ถนนเริ่มแห้งแล้ว พวกตัวแรงๆก็มาจอดรอกลุ่มหลังจะได้ไปพร้อมๆกัน เพื่อความปลอดภัยเผื่องานเข้าจะได้ช่วยเหลือกันได้

ช่วงจอดรอไม่รู้จะทำไรก็ถ่ายรูปไปเรื่อย ส่วนสองคันนี้ก็เป็นรถที่น่าคบหาไว้ขี่ คันดำนั่นรถพี่อาร์ท CBR 900 ผมนับถือน้ำใจพี่แกเลย แกขี่รถมาส่งถึงแพเลยแล้วตอนเย็นแกก็ขี่กลับคนเดียว สุดยอดจิงๆ

สภาพถนนต่อจากนี้เหมาะแก่การสาดโค้งมาก ถ้าไม่มีน้ำฝนมาทำให้เสียวหัวใจเล่นนะ

เริ่มกันมาด้วย CBR954

แล้วก็มีตามมาอีกเป็นกลุ่มเลย มาแบบนี้ถ่ายไม่ทันเลยมาเร็วมาก

และแล้วอีเหลือง954 คนขี่นำก็หลงไปไหนไม่รู้ ปล่อยให้คนที่รู้ทางคอย.....คอย......คอย

ปล่อยมันละกันเดี๋ยวมันก็มาเองแหละส่วนทัพใหญ่ก็มุ่งหน้าไปกันก่อน เพราะโทรไปมันก็ไม่รับก็มันขับรถอยู่ต้องคอยให้มันโทรกลับมาเองละกัน

ไม่กี่อึดใจก็มาถึงแพ ...ไม่นานนักอีเหลืองก็ตามมา...555 แม่งหลง

ขนของขึ้นแพเรียบร้อย แช่เครื่องดื่มให้เย็นจะได้ดื่มให้สบายใจ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็ให้เรือลากแพออกไปเลย

ขนของขึ้นแพเรียบร้อย แช่เครื่องดื่มให้เย็นจะได้ดื่มให้สบายใจ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็ให้เรือลากแพออกไปเลย ไม่ต้องไรมากขอแค่ไปปล่อยที่ๆไม่มีคน มีปลาชุกชุม วิวสวยๆ น้ำใสๆก็พอ

เวลานี้ใครอยากทำไรก็ทำไป แต่ที่แน่ๆ งานนี้เห็นมีคนตัดบ้องไม้ไผ่มาด้วย เหอๆๆ

แล้วที่แน่ๆอีกอย่างก็คือ เรือมันกำลังลากแพไปหาฝน

ส่วนคนบนแพก็เริ่มตั้งวงเพื่อดื่มด่ำกับน้ำสีทองและธรรมชาติ

เรือลากแพมาได้ประมาณ 40 นาที ก็เอามาผูกไว้กับเกาะๆหนึ่งที่อยู่ในเขื่อน เมื่อดื่มด่ำกับน้ำสีทองจนได้ที่ก็ถึงสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ หลังจากที่อยากมานาน

เล่นน้ำ น้ำใสแบบนี้น่าเล่นมากใส่ชูชีพลงไปลอยคออยู่พักนึงก็ต้องถอดออกเพราะเรามันพวกบ้าพลังใส่ชูชีพแล้วเล่นยาก

ส่วนไอ้พวกนี้เป็นพวกลูกหลานหงอคงกะนางสุพรรณมัจฉา น้ำก็จะเล่นต้นไม้ก็จะขึ้น

และแล้ววันนี้ก็จบลงด้วยความ มัน มึน เมา......

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมยามค่ำคืนด้วย กีฬารำพัด และกีฬาบริหารข้อมือ

ยามเช้าแม้อากาศจะไม่หนาวแต่ก็มีไอเย็นพัดมาตลอดเวลาดูได้จากเมฆหมอกที่ลอยอยู่ตามยอดเขา อากาศดีมาก สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วรู้สึกได้ถึงความชุ่มปอด

ส่วนใครหิวก็มีข้าวต้มไว้ให้กิน แต่ผมไม่อยากลุกจากที่นอนเลยเพราะอากาศดีซะขนาดนี้ แต่พยาธิในท้องมันหิวจนทนไม่ไหว แถมยังมีพวกบ้าลงเล่นน้ำกันแต่เช้าจนหนวกหูนอนไม่ได้ เลยต้องยอมแพ้ลงมากินข้าวดีกว่า

หลังจากกินข้าวอิ่ม แล้วไอ้พวกที่เล่นน้ำกันแต่เช้าเลิกกันไปหมดแล้วก็ถึงตาเรา และพวกบ้าพลังตัวจริง

ก็น้ำมันน่าเล่นซะขนาดนี้ใครไม่เล่นก็บ้าแล้ว แถมยังเล่นได้ทั้งวันไม่เหนียวตัวเหมือนเล่นน้ำทะเล

แต่ถ้าจะให้ดีควรมีไอ้ขวดเขียวๆดาวแดงๆแช่เย็นหน่อยนะแจ๋วเลย  แต่ตอนนี้ไม่มีไรเหลือเลยซัดกันหมดตั้งแต่เมื่อคืน ก็เลยต้องเล่นน้ำกันแบบมีสติเต็มร้อย

แต่แล้วจู่ๆก็มีเรือเเล่นมาที่แพ มาทำไมหว่า อ้าว

คนที่นั่งมานั่นพี่เล็กนี่นา พี่แกบอกว่ามารับพวกเรากลับ แกขี่รถมาคนเดียวจากกรุงเทพ เพื่อไปรับเรากลับ สุดยอดเลย

พอเที่ยงกว่าก็มีเรือมาลากแพกลับ เฮ้อ

ได้กลับบ้านซะทีหลังจากเล่นน้ำจนหมดแรง

กลับขึ้นฝั่งมาก็มาเตรียมความพร้อมสำกรับการเดินทาง รถที่เพิ่งขึ้นมาจากที่จอดซึ่งทางขึ้นเป็นดินก็ต้องล้างดินออกจากล้อให้หมด ป้องกันการปลิ้น

จากนั้นก็เริ่มออกเดินทางสู่เขื่อนศรีนครินทร์ ถนนเพิ่งผ่านการชะล้างของฝนยังหมาดๆอยู่เลยใช้ความเร็วกันได้ไม่เต็มที่

ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงเขื่อนศรีนครินทร์ เดี๋ยวนี้เค้าปรับภูมิทัศน์ไว้สวยงามน่าพักผ่อนมาก

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็ถ่ายถาพเป็นที่ระทึกซะหนึ่งถาพ เหอๆๆ

ถ่ายรูปเรียบร้อยก็แต่งองค์เตรียมตัวกลับบ้าน แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพื่อยืนยันความบ้าพลังดูได้จากรูปนี้

ปล.งานนี้มีร่วงไปหนึ่ง เหตุเกิดขึ้นกับ Superfour  ปี 93 โดนหมาตัดหน้าในเมือง คนไม่เป็นไร ส่วนรถเสียหายนิดหน่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

ทริปเปิดซิง

posted on 23 Apr 2008 16:33 by artmototrip

    บางครั้งคนเราก็มีความฝัน อยากทำไรสนุกๆแบบเด็กๆ ได้เดินทาง ได้ท่องเที่ยว ได้พักผ่อน ได้ปลดปล่อย มันเลยเป็นที่มาของไอ้โพล่าคันนี้นี่เอง เอาไว้ว่างๆจะเขียนเรื่องของสิ่งเคลื่อนที่สองล้อโดยเฉพาะ ทริปนี้ก็ดองไว้นานแล้วไม่ได้เขียนซะที จริงๆแล้วงานนี้ก็ผิดคอนเซปต์ไปหน่อยเพราะตั้งใจแต่แรกว่าจะไม่ให้มีรูปคนมาเกี่ยวข้องจะเอาแต่ถาพที่ไปเที่ยวอย่างเดียว แต่ทริปนี้ไม่ได้เอากล้องไปเองเลยต้องเอารูปจากกล้องคนอื่นมาใช้

     นี่เป็นทริปแรกสำหรับผมที่ได้ขี่รถกันไปหลายๆคัน ตกลงกันว่าจะไปอยุธยา แต่ตัวผมเองนั้นก็ขี่รถไป-กลับอยุธยาเป็นว่าเล่นอยู่แล้วเพราะบ้านอยู่ที่นั่นเลยไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ ทีแรกนัดกันว่าเจ็ดโมงล้อหมุน ทำไปทำมา กว่าจะออกไปได้ก็ล่อไปแปดโมง แต่ช่างเหอะ อยุธยาใกล้ๆแค่นี้แปปเดียวก็ถึง รวมตัวกันได้ 7 คัน เดียวไปเจอกันแถวบางบัวทองอีก 3 คันทั้งหมดก็ 10 คัน งานนี้มีฝรั่งไปด้วย ไอ้ฝรั่งเนี่ยแหละตัวดีเลยชอบหลง แม่งขับZZR 1100 แต่เมื่อคืนดันเสือกแดกเหล้าแฮ้งค์ ที่นี้พอเจอกันครบที่ปั๊มน้ำมันแถวบางบัวทองก็ออกเดินทางตกลงกันว่าวันนี้จะใช้เส้นทางปทุมธานี-เข้าสามโคก แวะเสนา กินข้าวแล้วค่อยว่ากันต่อ ออกไปแปปเดียวเอง ไอหรั่งทำเรื่องเลย เค้าเข้าเลนขวากันมันดันออกซ้ายจะไปสุพรรณ พอมันออกซ้ายก็ต้องขี่ตามมันไปเพื่อพามันไปกลับรถ เพราะมันไม่รู้ทาง พอยูเทิร์นกลับมาเข้าเส้นทางเดิมนึกว่ามันจะเข้าใจเสือกวิ่งเข้าทางเก่าอีก ไอเวงเอ้ย มึงอยากไปทางนี้ใช่ไหม งั้นตามกรูมาเดี๋ยวกรูพาไปกลับรถที่เส้นสุพรรณเลย

 

กลุ่มหน้าก็ไปจอดรอกันที่ทางแยกตรงสามโคก เพื่อจะเลี้ยวซ้ายไปเสนา กว่าจะตามมาเจอกลุ่มหน้าไอ้หรั่งเล่นซะกรูเหงื่อตกเลย

 

ขี่มาแปปเดียวก็มาถึงเสนาแล้ว จอดแวะปั๊มเพื่อรอเพื่อนอีกคนที่บ้านมันอยู่แถวนี้

 

พอจอดรถเท่านั้นแหละ คันแรกงานเข้าเลยเป็นไรก็ไม่รุ แต่ไปต่อได้

 

ส่วนไอ้คันนี้ ducati monster 900 วิ่งมาช้าๆได้ยินแต่เสียงครัช ยังกะรถมันจะพัง

 

เริ่มหิวแล้วเลยแวะมากินข้าวที่ตลาดบ้านแพน ช่วงที่ออกมาจากปั๊มก็มีงานเข้าอีกคัน อากาศไม่ลงซะงั้น แต่ไปกินข้าวก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากัน มาถึงก็สร้างความแตกตื่นให้ชาวบ้านชาวช่องแถวนี้เลย คนมองเพียบเลย ยังกะไม่เคยเห็นคนขี่มอไซด์

 

อิ่มแล้วก็แวะไปที่บ้านเพื่อนเพื่อซ่อมรถคันที่อากาศไม่เข้า งานนี้ไม่ต้องกลัวเรามีช่างมาด้วย เหอๆๆ

 

 

ขี่ออกจากบ้านเพื่อนมาซักพัก ก็เกิดอาการเดิมเลยต้องเปิดถังน้ำมันขี่ แล้วก็ไปแวะสงบจิตใจที่ สวนนก แปปนึง 

 

จอดรถปุ๊ปก็เฮฮาบ้าบ้อกันไปเรื่อย ก่อนจะไปลุยกันในตัวเมือง

แต่ขอบอกว่าวันนี้ร้อนมาก ร้อนชิบหายเลยแหละบอกตรงๆ

 

ถึงแล้วที่แรกวัดมงคลบพิตร เสียค่าเข้าชมโบราณสถานคนละ 10 บาทสำหรับคนไทย คนต่างชาติเท่าไหร่ไม่รู้จำไม่ได้

 

โบราณสถานสวยดีน่าเดินเล่นถ่ายรูปมาก แต่เสียดายเราไปถึงตอนเทียงพอดี

 

อากาศร้อนสุดๆเดินไม่ไหวเลยเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ให้หายเหนื่อยพอ

 

ว่าแล้วก็ไปหาไรอร่อยกินดีฟ่า ตอนสั่งมาถ่ายไม่ทันเลยถ่ายตอนหมดแล้วแทน

 

จากนั้นก็ไปเที่ยวต่อกันที่วัดพนัญเชิง ไปให้อาหารปลา ซึ่งจริงๆแล้วที่วัดแห่งนี้เคยมาความทรงจำดีๆอยู่ Y_Y

ไปนั่งพักกันอยู่ริมน้ำ

 

นั่งรอจนแดดร่มลมตก ที่นี่นอกจากปลาเยอะแล้วสาวๆก็เยอะด้วยนะ เหอๆๆ

 

ประมาณสี่โมงเย็นจึงออกเดินทางกลับ

 

ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงแถวบางบัวทอง แต่ไอหรั่งเอาอีกแล้ว แม่งขี่รถ 1100 แต่แม่งขับแค่ 100 เดียวอ่ะพวกเราก็คอยไม่ทิ้งอยู่แล้ว ไปด้วยกัน กลับด้วยกัน

 

หกโมงก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

 

Diary Of Carabao

posted on 25 Feb 2008 16:31 by artmototrip

     งานนี้วางแผนกันล่วงหน้าเป็นเดือนเลย ชวนเพื่อนๆน้องๆไปสนุกด้วยกัน แต่สุดท้ายเหลือแค่คนวางแผนสองคน 555 เลยชวนน้องชายผมไปด้วยอีกคน แถมผมยังโดดงานไปอีกตะหาก อิอิ กลัวว่าเพื่อนจะต้องรอ นัดกะเพื่อนไว้เที่ยงตรง... บ่ายโมง... บ่ายสอง...ดูมันๆแล้วให้กรูโดดงานทำไมฟะ กว่าจะมาล่อไปบ่ายสองครึ่ง ไหนๆก็เรื่อยเปื่อยขนาดนี้แล้วกรูไม่รีบแระ ไงก็ได้ตามใจเพื่อนเลยเพราะรถมึงอยู่แล้วนี่ (กรูล้อเล่นนะ) 

 

วิ่งขึ้นทางด่วนไปลงรังสิต ออกวังน้อยเข้าสระบุรี เริ่มหิวข้าวเลยแวะกินข้าวกันที่สระบุรี ที่ร้านครูต้อ ซึ่งเป็นร้านของฝากขึ้นชื่อ(มั้ง) ด้านขาไปเป็นร้านอาหาร ด้านฝั่งตรงกันข้ามเป็นร้านของฝาก อาหารอร่อยสมกะราคาดี เลยฟาดกันเต็มที่เลยเพราะดูสถานการณ์แล้วคงเป็นมือสุดท้ายของวันนี้ กินข้าวเสร็จออกจากร้านก็5โมงครึ่งแระ ยังต้องไปอีกไกล 

 

ไปถึงโบนันซ่า ก็ปาไป6โมงครึ่ง โอ้ววพระเจ้าทำไมเต๊นท์มันเยอะแบบนี้ฟะ จอดรถให้ไวรีบหาที่กางเต๊นท์เลยดูแล้วยังมีพวกที่กำลังตามมาอีกเพียบ แต่แล้วพระเจ้าก็เข้าข้างคนดี 555 มีที่แล้วโว้ย ตรงกะเวทีเลย555 กูคิดเอาเอง เพราะไกลขนาดนี้มึงไปยืนตรงไหนก็ตรงทั้งนั้นแหละ อิอิ แล้วก็เริ่มต้นมั่วกะการกางเต๊นท์ ก็ไม่ใช่เต๊นท์กรูนี่หว่า เลยไม่รุว่ากางยังไงแต่ไม่ต้องห่วงเจ้าของมันมาด้วย ซักพักก็เรียบร้อย มืดพอดี ต่อไปก็หาซื้อน้ำแข็งเพราะว่าเเวะซื้อเบียร์มาแล้วก่อนจะเข้ามา แต่ไม่ได้ซื้อน้ำแข็งเพราะไม่มีกระติกไป  แล้วก็ปล่อยให้น้องนั่งรอที่เต๊นท์ พร้อมเบียร์อีกลังนึง แต่แล้วก็หาซื้อไม่ได้หลังจากเดินหาทั้งงาน เพราะร้านค้ามันอยู่ในส่วนของงานที่ต้องมีบัตรเข้า เวงแล้วไงกรูแล้วจาทำไงล่ะกรูแดกเบียร์ร้อนๆ ไม่ได้นะเฟ้ย ผลสุดท้ายต้องถอยรถออกไปซื้อน้ำแข็งข้างนอก ยามบอกว่า3กิโล แต่กรูว่าแม่งน่าจะเกิน ไป-กลับ น่าจะซัก 8  กิโล ได้น้ำแข็งมา 2 ถุง (ทำไปได้) กลับมาถึงน้องกรูแดกเบียร์ร้อนไปแล้วขวดครึ่ง 555

 

กลับมาถึงพี่แอ๊ดร้องไปแล้ว2เพลง พอถึงเต๊นท์แล้วก็เริ่มช่วยกันทำมาหากิน เพราะเรามีเวลาเตรียมตัวแค่เดือนเดียวเราเลยไม่ค่อยจะพร้อมซักเท่าไหร่ แก้วก็ไม่มีเลยต้องใช้วิชามาร นี่ถ้ามีเวลาซักปีนึงทุกอย่างคงพร้อมกว่านี้ หุหุ

 

ได้แก้วแล้วว่ะ เสียงเพื่อนบอก ลองใส่น้ำแข็งแล้วเทดู เออดีจิงๆว่ะแก้วละขวดเลย ดนตรีก็กำลังมัน พอได้น้ำสีอำพันเย็นๆเข้าคอเท่านั้นแหละ มันทำใช้ชีวิตสดชื่นขึ้นอีกเยอะเลย

  

อากาศกำลังดี เย็นสบาย เต๊นท์อื่นเค้าก็มีความสุขของเค้าไป เราก็มีความสุขของเรา แต่ไอเต๊นท์หน้าเรานี่ดิมันยกเหล้ามาลังนึงเลย อิอิ นึกในใจว่าคืนนี้คงได้มีแจมแน่ๆ 555

 

บรรยากาศเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆหลังจากได้ดื่มน้ำอำพันไปซักพัก และแล้วก็ถึงคิวนักร้องในดวงใจที่เป็นไอดอลของใครหลายๆคน น้าเล็กนั่นเอง มาพร้อมกับเพลง คนเก็บฟืน ซึ่งเรียกเสียงจากคนดูได้ดังไปทั่วทั้งเขาใหญ่เลยทีเดียว

 

และก็ตามมาด้วยบทเพลงที่ไพเราะอีกมากมาย

 

ซึ่งบทเพลงเหล่านี้อยู่ในใจแฟนๆเพลงของคาราบาวทุกบทเพลง

 

หลังจากฟังเพลงไปซักพักเราก็มีโอกาสได้ลิ้มลองปลาหมึกย่างเขาใหญ่ หุหุ แต่ขอบอกเลยนะว่าแพงกว่าปลาหมึกธรรมดานะ แหม!! ก็ของแปลกซะขนาดนี้ นี่มันปลาหมึกภูเขานะเฟ้ย 

 

แล้วก็มาถึงคิวของแขกรับเชิญคนแรกซึ่งต้องถือว่าแกเป็นเจ้าบ้านที่นี่ ไม่ใช่ใครที่ไหน น้าหมู นั่นเอง ขนบทเพลงเพราะๆมาขับกล่อมกันเพียบ

 

อากาศก็เริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ เลยต้องไปขนสัมภาระที่รถมาไว้ก่อน แล้วก็หยิบเสื้อมาใส่อีกตัว

 

เอ้า ดื่ม!!

หลังจากจบจากน้าหมู ก็มีสาวปานมาเป็นแขกรับเชิญอีกคน (รูปไม่ได้ถ่ายแล้วเพราะไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะถ่ายรูปได้)

 

และนี่คือโฉมหน้าผู้มาร่วมบรรทึกความทรงจำ ในไดอารี่ ออฟ คาราบาว แต่แดกกันไงฟะขวดเบียร์ตั้งเกลื่อนเลย

 

แล้วบทเพลงอื่นๆของคาราบาวก็ทยอย บรรเลงออกมาเรื่อยๆ

 

หลังจากเบียร์หมดไปหลายขวด อาการเริ่มออก องค์เริ่มจะลงดูอาการได้จากภาพ

 

แล้วงานครั้งนี้ก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย ด้วยบทเพลงที่ครั้งนึงตัวผมเองเคยชวนเพื่อนเล่นเพลงนี้ในงานดนตรีของมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้เล่น 555 (จาไปบอกเค้าทำไมฟะ)

บัวลอย.........................................

 

และแล้วงานนี้ก็จบด้วยความประทับใจ ปนๆกะความเมาได้ที่ (เบียร์ลังนี้หมดก่อนงานจบ แต่ไปขอเหล้าเค้ากินต่ออีก 555 บุหรี่ก็หมด ขอบุหรี่เค้าอีกตะหาก หุห ก็วงเหล้าข้างหน้าแหละเห็นยกมาเป็นลังนิ)  จบลงด้วยพลุสวยๆ  แถมท้ายด้วยการเปิดบอลให้ดูต่อจากจอใหญ่เลย เสียงเชียร์บอลดัง ไปทั้งโบนันซ่าเลย นอนๆๆๆ

ของหมดแล้ว

 

อืมมม

เช้าแล้ว นอนกี่โมงไม่รุน่าจะตีสองได้ ตื่นมาตอน7โมงเช้า อากาศกำลังดี มีหมอกเล็กน้อย เต๊นท์ข้างเค้าเริ่มทำอาหารเช้ากินกันแล้ว

 

หันมาดูเต๊นท์ตัวเองมีขวดน้ำ 1 ใบ แล้วก็แล้วเบียร์ยักษ์อีกใบ เริ่มหิวแล้วด้วย เลยไปล้างหน้าล้างตา

 

 กลับมาก็รีบเก็บเต๊นท์เลย ไปหาไรกินข้างนอกดีฟ่า

 

และนี่คือโฉมหน้าผู้ร่วมสร้างบรรทึกความทรงจำดีๆในชีวิต 555

ว่าแต่เมื่อคืนมึงเจ็บป่าววะ อิอิ

 

ไปแล้วโว้ยยย งานหน้ามาใหม่

แล้วก็ออกไปหาเกาเหลาเลือดหมูร้อนๆกินกันก่อนกลับบ้าน

 

ระหว่างทางแวะซื้อของฝากที่ฟาร์มโชคชัยซะหน่อย อิอิ (แต่กรูไม่ซื้อนะ กรูมาบ่อยแระ)

 

ขอเป็นของหวานล้างคอด้วยไอติมคนละถ้วยก็พอแล้ว 

     ---------- งานนี้จบลงด้วยความเฮฮาปาจิงโกะ สนุกสนานเฮฮาบ้าบ้อกันไปถ้วนหน้า -----------

แล้วเจอกันงานหน้าครับพี่น้อง

มาเลย์ ขำๆ ไปทำงาน

posted on 15 Oct 2007 13:10 by artmototrip

       ย้ายมาทำงานที่นี่ไม่กี่เดือน ก็มีข่าวดีว่าจะต้องไปทำงานที่มาเลย์ 2-3 วัน แต่ดูเหมือนไม่มีใครอยากไป เราก็งง แต่ช่างมัน ถือว่าไปทำงาน ตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 อาบน้ำแต่งตัวแบบรีบๆ เพราะนัดแท๊กซี่ไว้ 6 โมง มาถึงสนามบินประมาณ 7 โมง ขำๆ ลูกค้ามากันเต็มเลย อ้าวเวง ที่แท้ก็ให้มาดูแลลูกค้าแต่เช้านี่เอง กว่าเครื่องจะออกปาเข้าไป 11 โมง ทั้งง่วงทั้งหิว มาตั้งแต่เช้า เข้าไปในดิวตี้ฟรีก็ไม่รู้จะซื้ออะไร เลยซื้อบุหรี่มาคอทตอนนึง ของ dunhill ราคาพอๆกะดูดกรองทิพย์แถวบ้านเรา ก็ไม่รู้จะซื้อไรนี่หว่า เอาวะดูดกันให้เป็นมะเร็งไปข้างนึงเลย เตร่ไปเตร่มาในดิวตี้ฟรี จนเครื่องออก 

ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงมาเลย์เซีย ไปถึงก็บึ่งไปหาที่กินข้าวเลย หิวชิบหายถึงรสชาติจะไม่ดีแต่ก็กินจนอิ่ม จากนั้นก็ไปเยี่ยมบริษัทร่วมทุน มีกิจกรรมนิดหน่อย จากนั้นก็มีการเลี้ยงอาหารเย็นแล้วก็กลับที่พัก โรงแรมซันเวย์ลากูล มืดพอดี เป็นโรงแรมที่ใหญ่ใช้ได้ทีเดียว ดูแล้วอลังการดี

วิวด้านบนก็สวยดีแต่วันนี้เหนื่อยมามากแระ หันไปหันมาลงไปข้างล่างดีกว่าเผื่อมีไรหนุกๆทำ เดินไปเดินมาเจอผับแถวนั้น7-8 ผับ

คิดในใจ เอาวะได้ที่แระคืนนี้ เลยเข้าไปข้างใน อืมมมม เทคดีๆนี่เอง สาวมาเลย์นี่ก็หน้าตาใช้ได้แฮะ ขาวๆหมวยๆทั้งนั้นเลย ดื่มพอหอมปากหอมคอก็กลับขึ้นห้อง นั่งโหลดรูปลงโน้ตบุ๊คเสร็จ อาบน้ำออกมาหันไปดูนาฬิกา ปาไปตี 2 รีบนอนเลย 

           ตื่นเช้าอีกแล้ว ลงมากินข้าวด้านล่าง คอยลูกค้าที่ลอบบี้ นานแระยังลงมาไม่ครบอีกเลยไปเดินเล่นถ่ายรูปรอบๆ วันนี้อากาศดี ฟ้าสวย ไม่มีเมฆเลย

ซักพักมากันครบก็ออกเดินทาง ไปยังเมืองปุตราจาย่า ห่างจากโรงแรมที่พักประมาณ 50 กิโลเมตร เมืองที่ได้รับการวางผังเมืองที่ดีและเป็นเมืองที่รองรับการขยายตัวของกรุงกัวลาลัมเปอร์ในอนาคต โดยสร้างสถานที่ทำงานของหน่อยงานราชการต่างๆ พร้อมสาธารณูปโภคต่างๆใหม่ อย่างเป็นระบบ ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปที่วังศุลต่าน ทีแรกก็คิดว่าอากาศดีพอสายหน่อยร้อนตับแทบแตก

จากนั้นก็ไปแวะถ่ายรูปที่สะพานทางจะเข้าเมืองปุตราจาย่า เมืองนี้สวยดีแฮะดูทุกอย่างเรียบร้อยไปหมด บ้านคนที่เมืองนี้ไม่ต้องทำรั้วบ้านเลย หรือว่าบ้านเค้าไม่มีโจรก็ไม่รุ ดูน่าอยู่ดี ไม่รกสายตาเหมือนบ้านเรา

มาถึงซะที มัสยิดสีชมพูอันเลื่องชื่อ ข้างๆมีอาคารรัฐสภาใหม่ ดูใหญ่โตดีจิงๆ

แต่แดดแม่งร้อนจิงๆ ไม่คิดเลยว่าการอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมันจะทรมานเพียงนี้ ทำให้คิดถึงประเทศไทยเลยว่าถ้าบ้านเราร้อนสุดๆที่นี่คงร้อนหัวแตกแน่ๆ

ถ่ายรูปกะลูกค้าได้ซักพัก โอ้ยยย ไม่ไหวแล้วร้อนโว้ย ที่หลบแดดก็ไม่มี ดีนะที่อยู่ตรงนั้นแค่แป๊บเดียว เริ่มหิวแล้วด้วย นั่งรถมาซักพักก็ถึงร้านอาหาร เห็นป้ายปุ๊บ คิดในใจมื้อนี้อร่อยแน่ ป้ายเขียนว่าซีฟู้ด ยังไงก็ต้อง กุ้ง หอย ปูปลา แน่นอน แต่ก็ยังร้อนอยู่ดี

บรรยากาศโอเค ใช้ได้เลย

ด้านหน้าติดแม่น้ำ มองเห็นมัสยิดกะอาคารรัฐสภา เมืองใหม่จิงๆในแม่น้ำไม่มีเรือสัญจรเลย นอกจากเรื่อนำเที่ยว ดูสงบเรียบร้อยมากไปหน่อย เงียบมาก อาหารก็รสชาติใช้ได้ ถือว่าผ่านสำหรับอาหารซีฟู้ด ต่างประเทศ แต่ถ้าเทียบกับพี่ไทยแล้วละก็ยังห่างกันอีกหลายขุม

กินเสร็จบ่ายโมงกว่าก็กลับโรงแรม อาบน้ำแต่งตัวเตรียมตัวไปงานบริษัทซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการไปมาเลย์เซียครั้งนี้ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลเพราะเค้าจัดอยู่ในบริเวณโรงแรม แต่คนเยอะน่าดูไปถึงก็ใช้ความรู้ภาษาอังกฤษที่มีอยู่น้อยนิด มั่วอยู่พักนึง ได้ทั้งงู ได้ทั้งปลามาเพียบเลย

กว่างานจะเลิกปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่า บางคนถึงกะนั่งหลับคาโต๊ะ พองานเลิกปุ๊บรีบกลับห้องเลยไม่ไหวแล้วไม่ได้นั่งเลยปวดขาชะมัดเลย อาบน้ำนอนดีกว่า

          ตื่นเช้าอีกแล้ววันนี้รีบเก็บกระเป๋า เพราะว่ายังมีโปรแกรมอีกหลายที่ ไปมันทั้งที่ง่วงๆแบบนี้แหละ ที่แรกที่จะไปวันนี้คือ ตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก มันคือตึกปิโตรนัส

โห................. แม่งสูงจิงด้วยแฮะ เห็นไกด์คนไทยบอกว่าถ้าจะขึ้น ต้องส่งคนมารอคิวตั้งแต่ตี 5 วันๆนึงเค้าให้คนขึ้นไม่เท่าไหร่เอง น่าจะประมาณหลักพันเองมั้ง มาถึงแล้วก็ต้องคอยเป็นชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้นเพราะเค้าให้ขึ้นได้กรุ๊ปละ 20 คน ด้วยเหตุผลที่ว่า ตึกไม่สามารถรับน้ำหนักมากๆได้เพราะโครงสร้างทำจากอลูมิเนียมซึ่งน้ำหนักเบา แต่ยืดหยุ่นสูง แม่งให้กูไปคอยเป็นชั่วโมง ให้ขึ้นไปได้แค่สะพานเชื่อมตึก แถมให้อยู่ได้แค่10นาที แต่ช่างมันเถอะถือว่าเรามาเหยียบตึกแล้วก็พอ ลืมบอกไปก่อนขึ้นเค้าให้ไปนั่งดูกระบวนการสร้าง ตั้งแต่ลงเสาเข็มจนถึงตึกเสร็จ แถมด้วยการจำลองการเกิดฟ้าผ่าลงบนตึกนั้นนี้เจ๋งดี

จากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวันกันที่ห้างสรรพสินค้า เวลานี้ไม่สนใจแล้วเรื่องรสชาติ ขอให้อิ่มท้องไว้ก่อน (ก็หิวนี่หว่า) อิ่มแล้วก็ไปเดินช๊อปปิ้ง ไม่รุจะซื้อไรก็เดินเล่นเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่ไม่มีตังนะแต่เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวต้องไปอีกที่ได้ใช้เงินแน่ๆ

ร้านนี้ไม่ต้องบอกว่าร้านอะไร แค่เห็นป้ายก็รู้ว่าเสียตังชัวร์ ไปถึงก็ชิมมันทุกรสเลย ชิมจนไม่รู้แล้วว่าตอนซื้อจะซื้อรสอะไรดี ลิ้นดำหมดแระ เลยซื้อแบบปูพรม เอามาอย่างละกล่องเพราะต้องเอาไปแจกหลายคน แต่มีรสนึงที่ไม่ซื้อคือรสทุเรียน คนที่นี่ชอบบอกว่าทุเรียนของเค้าอร่อยที่สุดในโลก เราก็ไม่เข้าใจว่าอร่อยตรงไหน สู้หมอนทองบ้านกูไม่ได้เลย ถ้าเป็นก้านยาวละก็ไม่ต้องเอามาเทียบเลย นรกกะสวรรค์เลย แต่ปล่อยมันถ้ามันคิดว่าบ้านมันอร่อย ถ้าวันนึงมันได้กินก้านยาวละก็มันจะได้รู้ว่าสวรรค์มีจริง อิอิ ช๊อปเสร็จก็ตรงไปสนามบินเลย

สนามบินที่นี่เงียบสงบดีมากเลย คนน้อยดี เช็คอินเสร็จก็นั่งรถไฟฟ้าไปยังประตูขึ้นเครื่อง สนามบินนี้มันใหญ่จริงๆแฮะ ถึงได้เงียบแบบนี้ นี่ถ้าเป็นประเทศไทยละก็เดินกันตูดบาน แล้วที่นี่เค้าก็วางผังเมืองดีจริงๆ รอบๆสนามบินไม่มีบ้านซักกะหลัง ผิดกะพี่ไทยอย่างเรา รู้ว่าจะมีสนามบินก็ยังจะไปสร้างบ้าน แล้วก็มาเรียกร้องค่าเสียหาย เอาภาษีคนส่วนรวมมาจ่ายกัน เวงเอ้ย (ขออภัยถ้าคนที่อยู่แถวสนามบินมาอ่านนะครับ ความเห็นส่วนตัวน่ะ)

ดีจิริงๆไปถึงเครื่องดีเลย์อีก เลยได้โอกาสไปเดินดิวตี้ฟรีมาเลย์ ขนาดจะเดินดิวตี้ฟรียังต้องนั่งรถไฟฟ้าไปเลย คิดดูละกันว่ามันใหญ่แค่ไหน ไปเดินบ้าอยู่ในดิวตี้ฟรีอยู่พักนึงดูเวลาเเล้วเห็นควรว่าควรกลับมาขึ้นเครื่อง เดี๋ยวจะซวยเอา สนามบินยิ่งใหญ่ๆอยู่ ไหนจะต้องนั่งรถไฟฟ้ากลับไปอีก

และแล้วก็กลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ .

edit @ 17 Oct 2007 13:56:41 by art+moto+trip